Transportation หรือ ภาคการขนส่ง จากตัวการสร้างโลกร้อน สู่มาตรการแก้ปัญหา

Transportation หรือ ภาคการขนส่ง จากตัวการสร้างโลกร้อน สู่มาตรการแก้ปัญหา

ตามที่รัฐบาลมีเป้าหมายผลิตยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ของปริมาณการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในแต่ละปี หรือ 7.5 แสนคัน ภายในปี พ.ศ. 2573 ทำให้ในแต่ละภาคส่วนต้องร่วมออกนโยบายผลักดันอย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้ในอนาคต 

คณะกรรมการนโยบายยานยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งชาติ ได้ประกาศว่าไทยตั้งเป้าจะเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไร้มลพิษ หรือยานยนต์ไฟฟ้า 100 % ในปี 2578 ในระยะเร่งด่วนให้ได้ 225,000 คัน ภายในปี 2025 และในแผนระยะยาวเพิ่มขึ้นเป็น 1,350,000 คัน ภายในปี 2035 

ส่วนด้านการใช้งานนั้น จะมีการเพิ่มจำนวนสถานีอัดประจุไฟฟ้า หรือ จุดชาร์จ ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวน 2,177 หัวจ่าย จากจำนวน 641 สถานี โดยมีการตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2030 จะเพิ่มเป็น 12,000 สถานี 

ปรับเปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะเพื่อสิ่งแวดล้อม

จากสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยทั้งหมด ภาคขนส่งมีปริมาณมากเป็นอันดับสอง และปริมาณรถยนต์ในกรุงเทพฯ เยอะกว่าที่ถนนรองรับได้ถึง 4.4 เท่า การสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัวนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในแง่การลดพฤติกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และปัญหารถติด 

 

ตัวอย่างการสนับสนุนการใช้รถบัสไฟฟ้าในประเทศอื่น ๆ นั้น มีทั้งส่วนที่ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณ เช่น การจ่ายเงินช่วยเหลือการผลิตแบตเตอรี่รถไฟฟ้าอันคิดเป็น 40% ของต้นทุนผลิต และสนับสนุนเงินช่วยเหลือการเดินรถบัสไฟฟ้า ทำให้ราคารถบัสไฟฟ้าในจีนถูกกว่าระบบเครื่องยนต์เผาไหม้กว่าครึ่งหนึ่ง

 

การริเริ่มเปลี่ยนไปใช้รถบัสไฟฟ้าของไทยปัจจุบัน เช่น การริเริ่มโครงการพัฒนารถโดยสารประจำทางใช้แล้วของ ขสมก. มาเป็นรถโดยสารไฟฟ้า ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และ สวทช. หรือโครงการรถบัสโดยสารพลังงานไฟฟ้า 100% (Mine Bus) จำนวนกว่า 100 คัน ที่ร่วมพัฒนาโดย กลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ (EA) ภายใต้การผลิตของบริษัท แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานประกอบรถโดยสารไฟฟ้าของกลุ่ม EA ทั้งนี้ กำลังผลิตอย่างเต็มที่จะอยู่ที่ 3,000-5,000 คันต่อปี ซึ่งถ้าหากโรงงานสามารถผลิตได้อย่างเต็มกำลังแล้ว นอกจากจะเป็นกำลังสำคัญผลิตให้กับประชากรไทยใช้ ยังเป็นตัวช่วยผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยให้ขยายตัวในอนาคต

เป้าหมายระยะยาวสู่ฐานการผลิตในเอเชียตะวันเฉียงใต้

เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของโลกอยู่แล้ว ตัวเลขในปี 2562 พบว่าประเทศไทยมียอดการผลิตและส่งออกรถยนต์เป็นอันดับที่ 1 อาเซียน และอันดับที่ 11 ของโลก มูลค่าส่งออก 1.3 ล้านล้านบาท และเป็นหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศจากกำลังการผลิต 2 ล้านคันต่อปี มีการจ้างงานกว่า 3 แสนคน จึงเป็นที่น่าจับตาว่าในอนาคต อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยด้วยความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ที่ตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทุนเดิมจากการเป็นฐานผลิตยานยนต์ในปัจจุบันอยู่แล้ว

และแน่นอนว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้านั้นมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากตอบโจทย์สำหรับวิถีชีวิตที่ยั่งยืน ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และลดรายจ่ายของผู้ใช้งาน ปัจจัยเหล่านี้จึงมีส่วนเร่งทำให้โอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่นั้นเป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยภาคอุตสาหกรรมที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นมีทั้งในส่วนของแบตเตอรี ชิ้นส่วนที่ประกอบยานยนต์ สถานีชาร์จพลังงาน และผู้ประกอบการรถโดยสาร EV Car จะเห็นได้ว่ากลุ่มผู้ลงทุนที่เข้ามามีบทบาทนี้จะเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสากรรมพลังงาน และอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ซึ่งในส่วนนี้จะมีความท้าทายอย่างมากต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ใช้เทคโนโลยีสันดาปภายในและกลุ่มผู้ให้บริการน้ำมันที่จะต้องปรับตัวไปตามเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต


ตลาดทุนกับการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน จาก Transportation

ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเอง ก็มีการดำเนินงานโครงการ Care the Bear ร่วมกับพันธมิตรกว่า 200 องค์กร  โดย Care the Bear จะเป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยสร้างจิตสำนึก ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของสมาชิกในองค์กร  เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกจากการจัดกิจกรรม หรือ การประชุม  เพื่อร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงขับเคลื่อนการลดสภาวะโลกร้อนสอดรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ Sustainable Development Goals (SDGs) ข้อที่ 13 “Climate Action”

ทั้งนี้การณรงค์ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม หรือ ประชุม ด้วยรถสาธารณะเช่น รถไฟฟ้า หรือ  การนั่งรถมาด้วยกัน (Car Pool)  เป็นหนึ่งใน 6 หลักการของ Care the Bear ที่จะช่วยกันลดก๊าซเรือนกระจกอันเกิดจากเดินทาง ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ Care the Bear สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม  ได้ที่ www.carethebear.com






 

___

#Cop26
#SETSocialImpact
#ClimateCrisisActNow

ที่มา

https://www.thansettakij.com/motor/481080

https://www.bangkokbiznews.com/auto/956598

https://www.scribd.com/document/151443486/SustraMM-Free-public-transport-pdf

https://www.egat.co.th/index.php?option=com_content&view=article&id=2499:20180502-art01&catid=49&Itemid=251

https://www.setinvestnow.com/th/knowledge/article/198-investment-opportunity-from-automotive-industry

https://www.setinvestnow.com/th/knowledge/article/279-investhow-ev-car

 

ผู้เข้าชม  1324